คำตอบสั้น
การวางโครงสร้างหนังสือคือการกำหนดก่อนว่าคนอ่านเริ่มที่จุด A และต้องไปถึงจุด B แล้วแบ่งเนื้อหาเป็นพาร์ตและบทที่พาเขาข้ามไปทีละขั้น สำหรับหนังสือ How to ผมแนะนำ 3 พาร์ต คือ Mindset, How to และ Workshop และเขียนทุกบทด้วยแม่แบบ 5 ส่วนเดียวกัน
สรุปประเด็นสำคัญ
- ปักป้าย A ไป B ให้ชัดก่อน แล้วใส่เฉพาะสิ่งที่คนอ่าน "ควรรู้" เพื่อข้ามไปให้ได้
- หนังสือ How to แบ่ง 3 พาร์ต Mindset ให้อยากเริ่ม How to ให้ทำเป็น Workshop ให้ได้ลงมือ
- ทุกบทใช้แม่แบบ 5 ส่วน ปัญหา เรื่องจริง วิธีทำ ตัวอย่าง ลงมือ
- สารบัญคือหน้าที่คนใช้ตัดสินใจซื้อ ตั้งหัวข้อจากปัญหาของคนอ่าน
- ใช้เวลา 3 วันกับโครงสร้าง แล้วเนื้อหาจะไหลเอง
คนที่ทักมาหาผมหลายคนเล่าอาการเดียวกัน เปิดไฟล์ Word ทิ้งไว้หลายเดือน เขียนบทแรกไปแล้วสามรอบ แก้ไปแก้มา ยิ่งเขียนยิ่งงง ไม่รู้ว่าบทต่อไปควรเป็นอะไร สุดท้ายเลยหยุด
ปัญหานี้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ฝีมือเขียน แต่อยู่ที่ไม่มีโครงสร้าง หนังสือที่ไม่มีโครงสร้างก็เหมือนบ้านที่ไม่มีเสา จะก่ออิฐสวยแค่ไหนก็ตั้งไม่อยู่
ผมเห็นพลังของโครงสร้างชัดที่สุดตอนทำชุดหนังสือ Writer Selling ปี 2021 ตอนนั้นผมยังไม่ได้เขียนเนื้อหาครบด้วยซ้ำ ผมเปิดพรีออเดอร์ราคา 390 บาท โดยมีแค่ปก หน้าตัวอย่าง และสารบัญ ผลคือมีคนจองกว่า 300 เล่ม คนไม่ได้ซื้อเพราะอ่านเนื้อหาจบแล้ว เขาซื้อเพราะอ่านสารบัญแล้วเห็นว่าเล่มนี้แก้ปัญหาของเขาได้
โครงสร้างหนังสือคืออะไร และทำไมต้องทำก่อนเขียน
โครงสร้างหนังสือคือแผนที่ที่บอกว่าคนอ่านเริ่มจากตรงไหน จะไปจบที่ไหน และต้องผ่านอะไรบ้างระหว่างทาง ถ้าไม่มีแผนนี้ คุณจะเขียนตามอารมณ์ และเนื้อหาจะบวมจนเขียนไม่จบ
ผมชอบเปรียบหนังสือว่าเป็นสะพาน ฝั่งหนึ่งคือคนอ่านในวันที่ยังทำไม่เป็น อีกฝั่งคือคนอ่านในวันที่ทำได้แล้ว งานของเราคือสร้างสะพานข้ามไปอีกฝั่ง ไม่ใช่สร้างสะพานข้ามมหาสมุทร
นักเขียนมือใหม่มักอยากใส่ทุกอย่างที่ตัวเองรู้ แต่หนังสือที่ขายได้จะใส่เฉพาะสิ่งที่คนอ่าน "ควรรู้" เพื่อข้ามไปให้ได้ เรื่องที่อยากเล่าแต่ไม่ช่วยให้ข้าม ให้ตัดทิ้ง หรือเก็บไว้เล่มถัดไป
ปักป้าย A ไป B ทำยังไง
ป้าย A ไป B คือประโยคเดียวที่บอกว่าก่อนอ่านคนอ่านเป็นแบบไหน และหลังอ่านจะทำอะไรได้ เขียนให้ชัดก่อนลงมือบทแรก
ลองเติมช่องว่างนี้
- A: คนอ่านของผมตอนนี้ ... (เช่น มีความรู้ในหัว แต่ไม่รู้จะเริ่มเขียนตรงไหน)
- B: อ่านจบแล้วเขา ... (เช่น มีต้นฉบับเล่มแรกที่เขียนจบ และมีสารบัญพร้อมพิมพ์)
ถ้าเติมไม่ได้ แปลว่าคุณยังไม่ชัดว่าเขียนให้ใครอ่าน ให้กลับไปอ่านเรื่องการเลือกหัวข้อที่ตลาดอยากซื้อก่อน เพราะป้ายที่ไม่ชัดจะทำให้ทุกขั้นหลังจากนี้เบี้ยว
หนังสือ How to ควรแบ่งกี่พาร์ต
หนังสือ How to ที่ผมทำส่วนใหญ่แบ่ง 3 พาร์ต และมีโบนัสปิดท้าย เพราะคนอ่านต้องผ่าน 3 ด่านนี้ตามลำดับ
| พาร์ต | หน้าที่ | คำถามที่ต้องตอบ |
|---|---|---|
| Mindset | ทำให้อยากเริ่ม | ทำไมต้องทำ ทำไมต้องทำตอนนี้ ทำไมฉันทำได้ |
| How to | ทำให้ทำเป็น | ทำทีละขั้นยังไง ใช้เครื่องมืออะไร |
| Workshop | ทำให้ได้ลงมือ | ฝึกตรงไหน เช็กยังไงว่าทำถูก |
| โบนัส | เพิ่มมูลค่า | แม่แบบ เช็กลิสต์ ตัวอย่างพร้อมใช้ |
ถ้าข้าม Mindset คนอ่านจะไม่เริ่ม ถ้าข้าม Workshop คนอ่านจะอ่านจบแล้ววางเฉยๆ หนังสือที่คนอ่านแล้วทำได้จริงคือหนังสือที่คนบอกต่อ
แม่แบบบท 5 ส่วนที่ผมใช้ทุกเล่ม
แม่แบบบท 5 ส่วนคือโครงเดียวกันที่ใช้ซ้ำทุกบท ทำให้เขียนเร็วขึ้นและคนอ่านตามง่าย เพราะรู้ว่าแต่ละบทจะได้อะไร
- ปัญหา เปิดด้วยคำพูดของคนอ่านเอง เช่น "เขียนไปครึ่งเล่มแล้วหยุด"
- เรื่องจริง เล่าประสบการณ์ของคุณ ทั้งที่เวิร์กและที่เฟล นี่คือส่วนที่คนอื่นลอกไม่ได้
- วิธีทำ แตกเป็นขั้นตอนที่ทำตามได้
- ตัวอย่างหรือภาพ ให้เห็นของจริง ตาราง แผนภาพ ภาพหน้าจอ
- ลงมือ ปิดด้วยแบบฝึก ฟอร์ม หรือเช็กลิสต์ ให้คนอ่านทำได้ทันที
พอทุกบทใช้แม่แบบเดียวกัน การเขียนจะกลายเป็นการเติมช่อง ไม่ใช่การนั่งคิดใหม่ทุกครั้ง นี่คือเหตุผลที่ผมเขียนต้นฉบับจริงได้เร็ว อ่านต่อได้ในวิธีเขียนหนังสือให้จบเร็ว
สารบัญที่ปิดการขายต้องเขียนยังไง
สารบัญที่ขายได้ต้องตั้งหัวข้อจากปัญหาของคนอ่าน ไม่ใช่จากชื่อวิชา คนอ่านสารบัญเพื่อถามตัวเองว่า "เล่มนี้แก้ปัญหาฉันไหม"
เทียบให้ดู
- หัวข้อแบบวิชา: บทที่ 3 การตลาดออนไลน์
- หัวข้อแบบปัญหา: บทที่ 3 โพสต์ขายแล้วไม่มีคนทัก แก้ยังไง
แบบที่สองทำให้คนอ่านเห็นตัวเองในหัวข้อนั้น ผมใช้หลักนี้ตอนเปิดพรีออเดอร์ชุด Writer Selling สารบัญจึงทำหน้าที่เหมือนเซลส์ที่อธิบายสินค้าแทนผม
วิธีเขียนสารบัญที่ผมแนะนำ
- ลิสต์ปัญหาที่คนอ่านบ่นจริงให้ได้ 20–30 ข้อ จากคอมเมนต์ แชต หรือคำถามที่คนถามคุณบ่อย
- จัดกลุ่มปัญหาเข้า 3 พาร์ต Mindset, How to, Workshop
- เรียงตามลำดับที่คนอ่านต้องผ่านจาก A ไป B
- เขียนหัวข้อแต่ละบทเป็นภาษาของคนอ่าน และบอกผลลัพธ์ที่จะได้
- ตัดบทที่ไม่ช่วยให้ข้ามสะพานออก
ใช้เวลากับโครงสร้างนานแค่ไหน
ผมแนะนำให้ใช้เวลาประมาณ 3 วันกับโครงสร้างอย่างเดียว ยังไม่ต้องเขียนเนื้อหา พอโครงสร้างนิ่ง เนื้อหาจะไหลเองเพราะคุณรู้แล้วว่าแต่ละบทต้องพูดอะไร
ฟังดูช้า แต่จริงๆ คือทางลัด คนที่เขียนเลยโดยไม่มีโครงมักวนแก้บทแรกเป็นเดือน ส่วนคนที่มีโครงชัดสามารถเติมเนื้อหาจนจบเล่มได้ในเวลาไม่กี่วัน
คำถามที่พบบ่อย
หนังสือหนึ่งเล่มควรมีกี่บท
ไม่มีตัวเลขตายตัว หนังสือ How to ที่อ่านจบไวส่วนใหญ่อยู่ราว 8–15 บท สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนบทคือทุกบทต้องพาคนอ่านเข้าใกล้จุด B
นิยายต้องใช้โครง 3 พาร์ตแบบนี้ไหม
ไม่จำเป็น โครง Mindset, How to, Workshop เหมาะกับหนังสือความรู้และพัฒนาตัวเอง นิยายใช้โครงเรื่องแบบอื่น แต่หลักการปักปลายทางให้ชัดยังใช้ได้
ต้องเขียนบทนำก่อนไหม
ไม่ต้อง ผมแนะนำให้เขียนบทนำทีหลังสุด เพราะตอนนั้นคุณรู้แล้วว่าทั้งเล่มพูดอะไร บทนำจะคมกว่า
ถ้าเนื้อหาเยอะเกินจะทำยังไง
กลับไปดูป้าย A ไป B แล้วถามว่าเนื้อหาส่วนนั้นช่วยให้ข้ามสะพานไหม ถ้าไม่ช่วย ให้ตัดหรือเก็บไว้ทำเล่มถัดไป เนื้อหาที่เหลือมักกลายเป็นซีรีส์ได้
สารบัญควรเปิดให้คนดูก่อนซื้อไหม
ควรเปิด สารบัญคือหน้าที่คนใช้ตัดสินใจซื้อ ผมใช้ปก หน้าตัวอย่าง และสารบัญเปิดพรีออเดอร์มาแล้ว และได้ยอดจองจริง
ลองเริ่มวันนี้ด้วยกระดาษแผ่นเดียว เขียนป้าย A ไป B หนึ่งประโยค แล้วลิสต์ปัญหาของคนอ่านให้ได้ 20 ข้อ แค่นี้คุณก็มีวัตถุดิบสำหรับสารบัญเล่มแรกแล้ว
เขียนให้จบก่อน แล้วค่อยเขียนให้ดี แต่ก่อนจะเขียนให้จบ ต้องมีเสาให้บ้านก่อน
ตัวเลขยอดขายเป็นประสบการณ์ของผู้สอนตามช่วงเวลาที่ระบุ ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์หรือรายได้ของผู้เรียน ผลลัพธ์ขึ้นกับตลาด หัวข้อ และการลงมือของแต่ละคน




